ผลงานฮาหยาบซึ้งกินใจและโคตรเกรียนแห่งปี !!
ระดับความน่าสนใจ : A
[บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์]
“Ted” เป็นผลงานซึ่งเอาความเป็นคอมเมดี้แฟนตาซีที่สนุกสุดเหวี่ยงและความเกรียนแสบสุดหยาบโลนแต่ก็ยังแฝงไว้ด้วยความซึ้งในเรื่องของมิตรภาพและการเติบโตเป็นผู้ใหญ่อันเด็ดดวงชวนประทับใจมาผสมกันได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้กำกับ Seth MacFarlane (แห่ง Family Guy) สามารถนำเสนอโลกของตุ๊กตาหมีตัวนี้ออกมาเต็มไปด้วยความสนุกสนานตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องได้อย่างลื่นไหลและน่าชื่นชม
.
หนังเล่าเรื่องราวของ John เด็กชายขี้เหงาไร้เพื่อนที่ได้อธิษฐานขอให้ตุ๊กตาหมีที่เขาได้เป็นของขวัญวันคริสมาสต์มีชีวิตขึ้นมาเล่นด้วยกัน ก่อนจะตื่นเช้ามาพบว่าตุ๊กตาหมีตัวนั้นมีชีวิตจริงๆ เขาจึงตั้งชื่อให้ว่า Ted ซึ่งข่าวการมีชีวิต Ted ก็เป็นที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่ถึงจะดังเพียงใด Ted ก็ยังคงเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของ John เสมอมา จนกระทั่งปัจจุปันเมื่อ John โตมาเป็นผู้ใหญ่อายุ 30 ที่ทำงานเป็นพนักงานในบริษัทเล็กๆแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาก็ยังคงอาศัยอยู่กับ Ted ที่ตอนนี้กลายเป็นอดีตคนเคยดังไปแล้วตามกาลเวลา แต่มิตรภาพระหว่างทั้งคู่ก็มาถึงจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อ Lori แฟนสาวของ John สุดทนกับพฤติกรรมความเสื่อมของ Ted และยื่นคำขาดให้ John ไล่ Ted ไปอยู่ที่อื่น จนเป็นที่มาของบททดสอบครั้งสำคัญของ John !
.
การที่เนื้อหามาพร้อมการให้ตัวละคร Ted กลายมาเป็นดาราดังและเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ถือเป็นความฉลาดที่น่าชื่นชมของผู้สร้าง เพราะมันทำให้โลกของ Ted ดูน่าเชื่อถือและสัมผัสได้มากขึ้นโดยไม่มีความระแคะระคายกับภาพบนจอ เมื่อเราได้เห็น Ted ออกมาเดินตามท้องถนนหรือทำอะไรปกติเฉกเช่นผู้คนในสถานที่ต่างๆกับเหล่าตัวละครเอก โดยที่ผู้คนรอบๆไม่มีอาการแตกตื่นใดๆ
.
สำหรับ John เราจะพบว่าสมัยเป็นเด็กเขาเป็นคนที่ไม่เคยมีเพื่อนเลยสักคนเดียว ฉะนั้นการมาของ Ted จึงเหมือนเป็นการมาของเพื่อนคนแรกในชีวิตของเขา การที่ทั้งคู่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเสมอมาตั้งแต่เด็กจนโตกว่า 20 ปี ผ่านการได้เล่นเกมด้วยกัน , นอนหลบใต้ผ้าห่มหลังได้ยินเสียงฟ้าร้องทุกครั้งด้วยกัน , กินข้าวด้วยกันทุกมื้อ , นั่งดูหนังเรื่องโปรดไปด้วยกัน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำให้ Ted เป็นเพียงเพื่อนสนิทที่เขารักมากที่สุดเท่านั้น แต่ Ted ยังเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่เขาไม่สามารถตัดออกไปได้เลยอีกด้วย ซึ่งเมื่อโตขึ้นเขาก็ยังใช้ชีวิตอยู่กับ Ted ด้วยกิจกรรมระหว่างเพื่อนที่เปลี่ยนไปตามวัยเป็นการนั่งพี้กัญชา และ นั่งบ่นปรึกษาปัญหาชีวิตด้วยกัน แต่กิจกรรมเดิมๆอย่างที่เคยผ่านมาก็ยังคงอยู่ทั้งการนั่งดูหนัง ‘Flash Gordon’ หรือร้องเพลงคู่หูสยบฟ้าด้วยกันเมื่อมีเสียงฟ้าร้องดัง
.
ส่วนการเข้ามาของ Lori แม้แรกเริ่มจะดูเหมือนสาวคนนี้จะไม่มีปัญหากับการที่แฟนหนุ่มของเธอจะอาศัยอยู่กับตุ๊กตาหมีพูดได้ตัวนี้ แต่เมื่อถึงวันครบรอบการคบกันปีที่ 4 ของ John และ Lori ทำให้ Lori เริ่มที่จะเริ่มคิดถึงอนาคตรักของเธอแล้วว่า จริงๆแล้วชายคนนี้พร้อมจะก้าวไปสู่การสร้างครอบครัวบ้างไหม หรือจะยังคงเป็นผู้ชายที่ไม่รู้จักโตแบบนี้อยู่ร่ำไป ซึ่งการที่ Lori สั่งคำขาดให้ John ไล่ Ted ให้ย้ายออกไปอยู่ที่อื่น และให้ John มามุ่งมั่นในการตั้งใจทำงานให้ก้าวหน้าและใช้เวลากับเธอให้มากขึ้นจากเดิม ก็เหมือนการให้ John เลือกระหว่าง ‘เพื่อน’ กับ ‘แฟน’ อยู่เนืองๆก็ไม่ผิด แต่ที่ทำให้ Ted ดูแย่ในสายตาของ Lori มากขึ้นก็คือการที่เธอมอง Ted เป็น ‘ตุ๊กตาหมี’ มากกว่าจะมองว่าเป็น “เพื่อนสนิท” ของ John จึงไม่แปลกใจที่เธอจะมองเห็นแฟนคนนี้ดูเป็นเด็กที่ไม่รู้จักโตเข้าไปอีกเมื่อเห็น John อยู่กับ Ted
.
ประเด็นหนึ่งที่ชวนให้คิดคือการที่ฝ่ายหญิงมักจะให้ฝ่ายชายเลือกระหว่าง ‘เพื่อน’ กับ ‘แฟน’ อย่างในกรณีของ John ซึ่งตอนแรกเขาก็เลือกที่จะทำตามความต้องการของ Lori ด้วยการให้ Ted ย้ายออกไปอยู่คนเดียว เพราะเขารู้ดีว่าทั้งหมดนี้ก็เพราะ Lori หวังดีต่อเขา แต่ต่อมาเขาก็ยังไม่สามารถบังคับตัวเองไม่ให้ไปขลุกอยู่กับ Ted เช่นเคยได้จนเป็นที่มาของเหตุการณ์ผิดใจครั้งใหญ่กับ Lori ก่อนที่ John จะเริ่มคิดได้ว่าทำไม เขาต้องเลือกที่จะตัดคนสำคัญคนหนึ่งออกไปจากชีวิต เพื่อให้พื้นที่กับคนสำคัญอีกคนหนึ่งด้วย ทำไมถึงก้าวไปพร้อมๆกันไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะ Ted หรือ Lori ก็ล้วนเป็นคนสำคัญที่เขาขาดไม่ได้ทั้งสิ้น เว้นแต่ถ้าอีกฝ่ายจะเป็นคนขอตีจากไปเอง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็พร้อมจะเข้าใจ
.
ด้านความรักเองการเป็นแฟนกันสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการยอมรับตัวตนที่แท้จริงของอีกฝ่ายให้ได้ ส่วนการเป็นเพื่อนที่ดีนั้น สิ่งสำคัญก็คือการพลักดันให้ชีวิตเพื่อนไปในทิศทางที่ดีขึ้น หรือ ถ้ารู้ตัวว่าเราเป็นสาเหตุให้เพื่อนผิดใจกับแฟนก็ต้องรู้จักที่จะแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยเลยตามเลย อย่างที่ Ted แสดงให้ทุกคนและผู้ชมเห็นว่าแม้เขาจะแสบเพียงใด แต่ก็พร้อมจะแก้ไขเสมอถ้ารู้ตัวว่าเขามีส่วนร่วมในปัญหานั้นๆ ส่วน John เองก็ได้บทเรียนสำคัญหลังเหตุการณ์นี้ด้วยการหัดมีความรับผิดชอบให้มากขึ้น
.
หนังมาพร้อมความตลกที่เพียบพร้อมทั้งบทสนทนาเสียดสีสุดแสบสันที่ไหลออกมาจากปากตัวละครชนิดไม่หยุดหย่อน หรือ สถานะการณ์ที่เรียกเสียงฮาได้ตลอด ไม่ว่าจะเป็นฉากการพบกันครั้งแรกของ John กับ Sam J. Jones เจ้าของบทบาท Flash Gordon ที่ช่วยเติมเต็มวัยเด็กของเขา หรือ ฉากวีรกรรมทะลึ่งทะเล้นของ Ted ในที่ทำงาน ยังไม่นับฉากสนทนาระหว่าง Ted และ หัวหน้างานที่ชวนขำก๊ากอย่างสุดๆ แต่เหนือฉากฮาๆทั้งหลาย ฉากที่ถือว่าเจ๋งที่สุดในเรื่องก็คือการฟัดกันระหว่าง Ted กับ John ในห้องพักที่ไม่เพียงจะเป็นความแปลกใหม่บนจอที่เด็ดที่สุดในเรื่อง แต่ยังเป็นฉากการฟัดกันระหว่างเพื่อนซี้ที่ชวนติดตาที่สุดฉากหนึ่งในโลกภาพยนตร์อีกด้วย
.
นักแสดงก็ถือมีส่วนสำคัญในการทำให้หนังเรื่องนี้ที่เสริมความลงตัวให้หนัง โดยเฉพาะรายของ Mark Wahlberg ที่ตอกย้ำการเล่นบทตลกหน้าตายได้อย่างแตกกระจายในบท John , Mila Kunis ในบทสาวออฟฟิตที่ดูดีมีเสน่ห์ชวนมอง (Wahlberg กับ Kunis เคยร่วมงานกันมาก่อนแล้วถึง 2 ครั้งใน Date Night และ Max Payne) ส่วน Seth MacFarlane ผู้กำกับที่กระโดดมาให้เสียง Ted ก็ถือว่าเสียงของ MacFarlane เมื่อรวมกับพฤติกรรมห่ามๆเสื่อมๆของตุ๊กตาหมีพูดได้ตัวนี้แล้ว ผลที่ออกมาก็คือการทำให้ Ted เป็นตัวละครที่น่ารักน่าชังและเกรียนได้โล่ที่น่าจดจำอย่างสุดๆ นอกจากนี้หนังยังมีนักแสดงดังที่โผล่มาร่วมจออีกมาก ทั้ง Sam J. Jones เจ้าของบทบาท Flash Gordon ฉบับปี 1980 หรือ นักร้องสาวดนดัง Norah Jones แต่ที่เด็ดสุดก็คือการปรากฏตัวของ Ryan Reynolds ในบท …. !?
สุดท้ายนี้ “Ted” ไม่เพียงแป็นตุ๊กตาหมีที่ให้ชีวิตใหม่หรือเพื่อนที่เติมเต็มส่วนที่ขาดในชีวิตแก่ John เท่านั้น แต่นี่ยังเป็นหนังที่ตลกอย่างแสบสันและเกรียนสุดๆเรื่องหนึ่งแห่งปีนี้อีกด้วย เพราะหนังอุดมไปด้วยความบันเทิงเรท R ที่ขนมานำเสนอแบบไม่ยั้งตั้งแต่คำพูดสัปดน, มุกเสียดสีหนังเรื่องอื่นๆและสังคมปัจจุบันแบบแสบๆคันๆ , ตัวละครสุดเจ๋ง รวมไปถึงข้อคิดดีๆที่จะทำให้คุณฮาน้ำตาเล็ดจนนาทีสุดท้ายอย่างแน่นอน ให้ตายเหอะ!!


